SAFE ตอบรับเทรนด์ “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก” ส่งแนวคิด “The Next Chapter of Fertility” มุ่งสู่ Regional Fertility Hub

0
28

SAFE Fertility Group (SAFE) หนึ่งในผู้นำด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และด้านการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ของประเทศไทย ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาททางธุรกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นผู้รักษากลุ่มผู้มีบุตรยากตามธรรมชาติ สู่การเป็นผู้ให้บริการ วางแผนอนาคตและไลฟ์สไตล์ เพื่อรับมือกับความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงต่ำสุดในรอบหลายสิบปีและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เลือกชะลอการมีบุตร โดยตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในภูมิภาค (Regional Fertility Hub)

นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ (ว.14960) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL.

นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ (ว.14960) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL. เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่หันไปโฟกัสความสุขส่วนตัวและการใช้ชีวิตคู่แบบอิสระ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ไม่อยากมีลูก เพียงแต่วันที่ชีวิต การงาน หรือความพร้อมมาถึง มักจะเลยช่วงวัยที่ร่างกายพร้อมที่สุดไปแล้ว ธุรกิจเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนตาม เพื่อตอบโจทย์ทุกรูปแบบครอบครัวและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เพื่อเปลี่ยนเรื่องการเจริญพันธุ์ให้เป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตที่จับต้องได้ SAFE ได้นำเสนอมุมมองใหม่ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of Fertility” ผ่าน 3 มิติสำคัญที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยคนรุ่นใหม่ในแต่ละช่วงจังหวะชีวิต  ได้แก่:

  • Prepare (การเตรียมพร้อม): การมีลูกในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมารักษา แต่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โดย พญ. กมลรัตน์ มีโอภาสมงคล (ว.41300) สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก
    เผยว่า ยอดคนไข้ที่เข้ามาปรึกษากับ SAFE ทั้งชาวไทยและต่างประเทศรวมแล้วกว่า 40,000 ครอบครัว ซึ่งทางคลินิกได้ให้บริการแบบ
    Full Patient Journey เริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพและระดับฮอร์โมนที่เปรียบเสมือน ‘แผนที่ชีวิต’ ที่ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายตนเอง นำไปสู่การปรับสมดุลไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Modification) ทั้งด้านโภชนาการและการนอนหลับพักผ่อน ควบคู่ไปกับการดูแลสภาพจิตใจ ผ่านบริการผู้ดูแลส่วนตัว (Personal Assistant) เพื่อลดความกังวลให้กับผู้รับบริการในทุกขั้นตอน
  • Preserve (การเก็บรักษา): ทางเลือกในการซื้อเวลาให้ชีวิตผ่านเทคโนโลยีการแช่แข็งไข่และอสุจิ (Egg & Sperm Freezing) โดย 
    พญ. เพียงไพลิน วรดิถี (ว.46855)
     สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก ระบุว่า แม้คุณภาพและปริมาณไข่ของผู้หญิงจะลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 35 ปี รวมถึงคุณภาพอสุจิในผู้ชายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัย 40 ปี แต่การแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ไว้ ด้วยการฝากไข่หรือฝากอสุจิตั้งแต่อายุน้อยจะช่วยรักษาโอกาสการมีบุตรในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกสำคัญในการวางแผนอนาคตสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศ (Transgender) ก่อนการแปลงเพศ รวมถึงในกลุ่มผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคที่กระทบต่อระบบสืบพันธุ์ เช่น การทำเคมีบำบัด
  • Prevent (การป้องกัน): ในยุคที่หลายครอบครัวเลือกมีลูกน้อยลง แต่ตั้งใจและพิถีพิถันมากขึ้น การดูแลเชิงรุกจึงขยับไปสู่ระดับยีน โดย 
    นพ. ณัฐรุทธิ์ กุลภาวีสุวรรณ์ (ว.37453) สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก อธิบายว่า กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรองยีนที่เป็นพาหะแฝงจากในพ่อแม่ เพื่อป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็น โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) ต่อเนื่องไปจนถึงการตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนการฝังตัวในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ และการตรวจความเสี่ยงโครโมโซมของทารกระหว่างตั้งครรภ์ (NIPT) เพื่อให้พ่อแม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้าและสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ SAFE ยังได้ขยายขอบเขตธุรกิจสู่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ภายใต้ บริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด (NGG Thailand) เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แก่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันการเติบโตในภาพรวมและยกระดับมาตรฐานพันธุศาสตร์ของวงการสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าราว 6,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.1% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าตามภาวะเศรษฐกิจและการลดลงของกำลังซื้อ แต่การปรับโมเดลธุรกิจของ SAFE ในครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาสใหม่ในการรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่