เครื่องมือผ่าตัดที่ผ่านการล้างจนดูสะอาด อาจไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เพราะภายใต้พื้นผิวที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อาจมีคราบโปรตีนจากเลือด เนื้อเยื่อ หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยคนก่อนหน้าหลงเหลือตามซอกมุมของอุปกรณ์ คราบเหล่านี้อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยรายถัดไป ปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์นี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้สองนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกันพัฒนานวัตกรรม ProColor Surface Swab ชุดทดสอบโปรตีนตกค้างบนเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงติดเชื้อให้ผู้ป่วย พร้อมลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ

ผลงานนี้เป็นความร่วมมือของ นางสาวนันทิยา จันทรอด (กิ๊ฟ) และ นางสาวศิริธร เมฆลอย (น้ำตาล) ภายใต้การดูแลของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา และนางสาวณิพภิชจุลฌนันท์ เงินเพิ่มทรัพย์ ผู้ช่วยและผู้ให้คำปรึกษาในการทำวิจัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนกจ่ายกลางเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ โดยทีมวิจัยมองเห็นว่าการตรวจสอบความสะอาดของเครื่องมือแพทย์ในหลายกรณียังต้องอาศัยการสังเกตหรือการส่งตัวอย่างไปตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งใช้เวลาและมีต้นทุนค่อนข้างสูง
นางสาวศิริธร เมฆลอย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากคำถามง่าย ๆ ว่า เครื่องมือแพทย์ที่ดูสะอาดนั้น “สะอาดจริงหรือไม่” เพราะโปรตีนตกค้างเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ เราจึงอยากพัฒนาชุดทดสอบที่ช่วยยืนยันได้ว่าเครื่องมือสะอาดเพียงพอก่อนนำกลับไปใช้กับผู้ป่วยรายต่อไป เพราะโปรตีนที่ตกค้างอาจเป็นทั้งสาเหตุของการติดเชื้อและเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์
ทีมวิจัยจึงออกแบบ ProColor Surface Swab ให้ใช้งานได้ง่าย บุคลากรทางการแพทย์เพียงใช้ก้านสำลีเช็ดบริเวณข้อต่อหรือซอกมุมของเครื่องมือ ก่อนนำไปจุ่มในน้ำยาทดสอบ หากไม่พบโปรตีน น้ำยาจะเป็นสีน้ำตาลอมเขียวเหมือนตอนเริ่มต้น แต่หากมีโปรตีนตกค้างน้ำยาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที ทำให้สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าควรนำเครื่องมือกลับไปล้างทำความสะอาดซ้ำทันที โดยไม่จำเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพง


นางสาวศิริธร เพิ่มเติมอีกว่า จุดเด่นของชุดทดสอบไม่ได้อยู่แค่เรื่องความรวดเร็ว แต่ชุดตรวจจนี้ยังสามารถตรวจจับโปรตีนได้ในระดับต่ำแค่ 4 ไมโครกรัม พร้อมแสดงผลด้วยสีที่สังเกตได้ง่ายด้วยตาเปล่า อีกทั้งในหนึ่งชุดยังออกแบบให้สามารถตรวจสอบซ้ำได้หลายครั้ง ช่วยลดต้นทุนในการใช้งานและเพิ่มความมั่นใจ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนซึ่งต้องตรวจหลายตำแหน่ง
นางสาวนันทิยา จันทรอด เล่าว่า เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยทีมวิจัยใช้เวลาหลายเดือนในการทดลองซ้ำเพื่อค้นหาสูตรน้ำยาตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานของโปรตีนทดสอบและออกแบบแถบสีให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านผลได้ง่ายและตีความผลได้ตรงกัน นอกจากนี้ การนำผลงานไปทดลองใช้ในแผนกจ่ายกลางเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าจริงยังทำให้ทีมพบความแตกต่างจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ ทั้งจำนวนเครื่องมือที่หมุนเวียนในแต่ละวัน วิธีปฏิบัติงานของบุคลากร และข้อจำกัดของพื้นที่ใช้งาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อการใช้งานจริง
“ประสบการณ์การลงพื้นที่ทำให้ทีมตระหนักว่า ‘ทฤษฎีกับหน้างานไม่เหมือนกัน’ หลายครั้งต้องปรับวิธีการทดลองให้สอดคล้องกับสถานการณ์เฉพาะหน้า พร้อมทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยต่อยอดและยกระดับกระบวนการวิจัยให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น” นางสาวนันทิยา เพิ่มเติม
ทีมวิจัยระบุอีกว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของการพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้ คือการนำแนวคิดการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว ถูกนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่โรงพยาบาลไทยสามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานได้จริง เนื่องจากชุดทดสอบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีต้นทุนสูง ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ได้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น หากสามารถผลิตชุดทดสอบได้เองภายในประเทศ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสให้โรงพยาบาลตรวจสอบเครื่องมือได้บ่อยและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ การพัฒนาชุดทดสอบที่ใช้งานง่าย ต้นทุนเหมาะสม และผลิตได้ในประเทศ จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาล แต่ยังช่วยสร้างองค์ความรู้และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย

แม้ปัจจุบัน ProColor Surface Swab จะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ตรวจหาโปรตีนตกค้างบนเครื่องมือแพทย์ แต่ทีมวิจัยมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดนวัตกรรมไปสู่การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทางการแพทย์ประเภทอื่นในอนาคต เช่น การตรวจหาโปรตีนตกค้างในปัสสาวะ สำหรับผู้มีความเสี่ยงโรคไต เป็นต้น พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น และเพิ่มความชัดเจนในการอ่านผล เพื่อรองรับการใช้งานในสถานพยาบาลที่หลากหลาย และยกระดับประสิทธิภาพของการตรวจวิเคราะห์ในระบบบริการสาธารณสุขของไทย สำหรับนักศึกษาทั้งสองคน ProColor Surface Swab อาจเริ่มต้นจากโครงงานในชั้นเรียน แต่หากนวัตกรรมชิ้นนี้ได้รับการพัฒนาจนก้าวสู่การใช้งานจริง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลไทย ลดภาระการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยของนักศึกษาไทยสามารถก้าวออกจากห้องปฏิบัติการไปสร้างผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขได้จริง


