AI ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีใหม่ กำลังเปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหา ช่องว่างระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตได้กับความต้องการของอุตสาหกรรม (Skills Mismatch) โดยข้อมูล Talent Landscape 2025 – 2029 ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สะท้อนความต้องการกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายด้าน โจทย์ของประเทศจึงไม่ใช่เพียง “ผลิตวิศวกรให้มากพอ” แต่ต้องสร้างคนที่มีทักษะตรงงาน ลงมือทำเป็น และพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่
หนึ่งในโมเดลที่เข้ามาลดช่องว่างดังกล่าวคือ Thai-KOSEN ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย–ญี่ปุ่น ผ่าน KOSEN KMUTT และ KOSEN-KMITL เพื่อพัฒนา “วิศวกรนักปฏิบัติ” ที่เชื่อมการเรียนกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษา

นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการสถาบันไทยโคเซ็น สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า หลังดำเนินโครงการมากว่า 8 ปี การจัดการศึกษาในรูปแบบโคเซ็น (KOSEN Education) เริ่มได้รับการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น จุดเด่นคือการสร้าง “วิศวกรนักปฏิบัติ” ตั้งแต่จบ ม.3 จนสำเร็จการศึกษา 5 ปี เรียนทฤษฎีควบคู่กับการทำโครงงาน ฝึกงาน และแก้โจทย์จริงร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคนตั้งแต่ยังเรียน แทนที่จะรอรับบัณฑิตแล้วจึงเริ่มฝึกใหม่
“เราต้องการผลิต ‘วิศวกรมือเปื้อน’ ที่มีสมรรถนะสูง เด็กโคเซ็นไม่ได้เรียนแค่ในห้อง แต่ต้องได้ลงมือทำและเจอโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การทำโครงงาน การฝึกงาน ไปจนถึงโครงงานปีสุดท้ายร่วมกับบริษัท เป้าหมายคือเมื่อจบแล้วต้อง คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และพร้อมทำงานได้ตั้งแต่วันแรก”

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ซึ่งปีนี้ KOSEN KMUTT รุ่นที่ 2 มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน 45 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการก่อนจบการศึกษา ปัจจุบันมีนักศึกษารวม 378 คน ใน 3 สาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมอัตโนมัติ วิศวกรรมชีวภาพ และวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญของ KOSEN KMUTT คือการดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ก่อนจบ โดยปีนี้มีบริษัทกว่า 30 แห่ง เข้ามาเชื่อมต่อกับผู้เรียน ตั้งแต่การฝึกประสบการณ์จริงไปจนถึงโอกาสจ้างงาน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและชีวภาพ ซอฟต์แวร์ และเคมี

ผลลัพธ์ของ KOSEN ยังเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน ณัฐภัทร แสงสุวรรณ์ (เติ้ล) ผู้สำเร็จการศึกษา KOSEN KMUTT รุ่นที่ 2 เล่าว่า จากเด็กที่เคยไม่มีเป้าหมายกับการเรียน ตลอด 5 ปี โคเซ็นช่วยเปลี่ยนทั้งทักษะและวิธีคิด “ปีแรก ๆ ผมค่อนข้างเกเร แต่พอผ่าน 5 ปี สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ นิสัย ผมเอาการเอางานและรอบคอบขึ้น กล้าคิดและกล้าเสนอความเห็นมากขึ้น” ปัจจุบันณัฐภัทรทำงานที่ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ควบคู่ไปกับการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ด้านวิศวกรรมอัตโนมัติที่ มจธ.
ขณะที่ สุกฤตา ประเสริฐโชค (เมย์) ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นเดียวกัน มองว่า จุดเด่นของโคเซ็นคือการเชื่อมความรู้หลายด้านเข้ากับการทำโครงงาน “เราไม่ได้เรียนคณิต วิทย์ ภาษา หรือวิศวกรรมแยกออกจากกัน แต่เรียนให้เห็นว่านำความรู้แต่ละด้านมาใช้แก้ปัญหาร่วมกันอย่างไร ที่สำคัญคือได้เรียนทักษะวิศวกรรมตั้งแต่ ม.4 และฝึกทำงานร่วมกับคนอื่นมาตลอด” ปัจจุบันสุกฤตาทำงานด้านระบบอัตโนมัติ ออกแบบวงจรและเขียนโปรแกรมที่บริษัท Inspire Tech Co., Ltd. พร้อมกับศึกษาต่อไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไทยโคเซ็นยังไม่เพียงพอต่อโจทย์การพัฒนากำลังคนของประเทศ นางวัฒนาโสภี กล่าวว่า Thai-KOSEN ระยะแรกมีเป้าหมายผู้เรียนประมาณ 1,080 คน เปิดสอน 6 หลักสูตร ซึ่งยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โครงการระยะที่ 2 จึงเตรียมพัฒนาโครงการเพื่อขยายผลสถาบันไทยโคเซ็นไปสู่สถาบันการศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาหลักสูตร เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับบัณฑิต” เป็น “ผู้ร่วมสร้างคน” ตั้งแต่การให้โจทย์จริง เปิดพื้นที่ฝึกงาน ไปจนถึงร่วมพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยข้อเสนอ Thai-KOSEN ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป


