มจธ. – ม.ทักษิณ ร่วมพลิกวิกฤต “ฝนแปด แดดสี่” ด้วย “เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนพลังงานชีวมวล” อบแห้งได้ 365 วัน ไม่ง้อแดด สร้างรายได้ยั่งยืนให้วิสาหกิจชุมชนภาคใต้

0
16

ลองจินตนาการถึงกลิ่นของ “ปลาดุกร้า” ที่กำลังเน่าเสีย หรือ “ลูกหยี” ที่เริ่มขึ้นรา เพราะความชื้นสะสม สำหรับวิสาหกิจชุมชนในภาคใต้ กลิ่นเหล่านี้คือ “กลิ่นแห่งความล้มเหลว” ที่เกิดขึ้นซ้ำซากในช่วงมรสุมเพราะสภาพอากาศแบบ “ฝนแปด แดดสี่” จากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคใต้ของไทยมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปีและมีความชื้นสูง การตากแห้งแบบเดิมที่พึ่งพาเพียงแสงแดดอย่างเดียวจึงทำได้ยากและไม่แน่นอน แม้โลกเทคโนโลยีจะมีหุ่นยนต์หรือระบบ AI ที่ซับซ้อนเข้ามาช่วยแก้ปัญหา แต่อาจเกินกำลังของชาวบ้าน ปัญหาของพวกเขาต้องการคำตอบที่ “ไม่ต้องล้ำ…แต่ต้องรอด”

(คนซ้าย) ศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ มจธ. (คนกลาง) ดร.อ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนพลังงานชีวมวล” หรือ เทคโนโลยีเตาอบแห้งพลังงานชีวมวล ผลงานวิจัยร่วมระหว่างศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ดร.อมาวสี รักเรือง และรองศาสตราจารย์ ดร.จตุพร แก้วอ่อน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เข้ามาเป็นทางออกที่ช่วยให้การอบแห้งได้โดยไม่ต้องง้อแดด และเป็นนวัตกรรมที่ดูธรรมดาแต่กลับแก้โจทย์ชีวิตให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ. ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ นักวิจัยและอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเครื่องนี้คือการออกแบบเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงและสตูล ซึ่งมักประสบปัญหาตากแห้งผลผลิตไม่ได้เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง แนวคิดการออกแบบจึงเน้น “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” หรือ Appropriate Technology คือเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป ราคาถูก และชาวบ้านสามารถดูแลรักษาเองได้ โดยเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซหุงต้มหรือแสงแดดเพียงอย่างเดียว มาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล เนื่องจากภาคใต้มีแหล่งเชื้อเพลิงชีวมวลอุดมสมบูรณ์ หาได้ง่ายและมีให้ใช้ตลอดปี เช่น ไม้ยางพารา ฟืน เศษไม้จากโรงเลื่อย กิ่งไม้ และใบไม้แห้ง ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งในพื้นที่ ทำให้แทบไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิง

“หัวใจสำคัญที่ทำให้ชุมชนยอมรับเทคโนโลยีนี้คือ ‘ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เป็นศูนย์’ การเปลี่ยนจากไฟฟ้าหรือก๊าซ LPG ที่มีต้นทุนสูง มาเป็นฟืนหรือกิ่งไม้ที่หาได้ฟรีรอบบ้าน คือการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจที่ยั่งยืนที่สุด เศษไม้ที่ไม่มีใครสนใจในป่าหลังบ้านนี่แหละ คือแหล่งพลังงานชั้นดีที่ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องจ่ายเงินซื้อก๊าซแม้แต่บาทเดียว” ศ. ดร.สมชาย กล่าว

เทคโนโลยีเตาอบแห้งพลังงานชีวมวลนี้แตกต่างจากโรงอบแห้งแสงอาทิตย์ (Solar Dome) และเตาอบแห้งทั่วไป เพราะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับ “บริบทของชุมชน” โดยเฉพาะ และสามารถติดตั้งร่วมกับโรงอบแห้งเดิมได้ ไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ เครื่องทำงานบนหลักการการถ่ายเทความร้อนทางอ้อม (Indirect Heat Exchanger) โดยใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อสร้างความร้อน จากนั้นความร้อนจะถูกถ่ายเทผ่านผนังของท่อแลกเปลี่ยนความร้อนไปสู่อากาศสะอาด ก่อนส่งเข้าสู่โรงอบแห้ง อากาศร้อนที่ได้จะไม่สัมผัสกับไอเสียโดยตรง

นอกจากนี้ระบบยังถูกออกแบบให้มีการไหลของอากาศแบบ 3 กลับ (three-pass configuration) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน สามารถผลิตลมร้อนเข้าสู่โรงอบแห้งได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 100-120 องศาเซลเซียส ในขณะที่แดดธรรมชาติทำได้เพียง 40-50 องศาเซลเซียส และกระจายตัวได้สม่ำเสมอ ส่งผลให้กระบวนการอบแห้งมีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการผลิต และเพียงพอต่อการอบแห้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลากหลายประเภท

สำหรับผลลัพธ์จากการใช้งานจริงในพื้นที่วิสาหกิจชุมชน ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนพลังงานชีวมวลสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน โดยช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการใช้ก๊าซหรือไฟฟ้า ลดต้นทุนการอบแห้งได้สูงสุด 4.4 เท่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวมวล เพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้ง ลดระยะเวลาในการอบ ทำให้ได้คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอและ ลดการสูญเสียจากการเน่าเสียของผลผลิตได้เกือบ 100% ในช่วงฤดูฝน

ด้านรายได้ เทคโนโลยีนี้สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เฉลี่ยสูงถึง 300,000 บาทต่อปีต่อกลุ่ม และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 50% จากการแปรรูปที่มีคุณภาพสูงขึ้นและได้มาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากอากาศร้อนที่ใช้ในการอบไม่มีควันหรือสิ่งปนเปื้อน อีกทั้งยังช่วยให้ชุมชนสามารถผลิตสินค้าแปรรูปได้ตลอดทั้งปี เช่น ปลาดุกร้า ผลไม้แปรรูป แป้งสาคู และกาบหมาก

“ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากระบบรายได้แบบฤดูกาล ไปสู่รายได้ที่มีความต่อเนื่องเพิ่มขึ้น นวัตกรรมนี้ จึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยัง ‘เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยง และเพิ่มมูลค่าสินค้า’ ในเวลาเดียวกัน และเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพียงเปลี่ยนเครื่องมือการผลิต แต่ได้ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิตเกษตรกร จากการผลิตแบบพึ่งพาธรรมชาติ ไปสู่การผลิตที่มีความมั่นคง และยั่งยืนในระยาว ถือเป็นนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง” ดร.สมชาย กล่าว

ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปติดตั้งและใช้จริงแล้วในกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อย 6 พื้นที่ในจังหวัดพัทลุงและสตูล ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนปลาดุกร้าบ้านแม่ขรี อำเภอตะโหมด, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสาคูต้นยายฉุย อำเภอควนขนุน, วิสาหกิจชุมชนผลไม้แปรรูปบ้านควนนายพุฒ อำเภอป่าพะยอม, วิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่บ้านธรรมเถียร อำเภอควนขนุน, กลุ่มแปรรูปกล้วยหอมทองกรอบแก้วป้าเล็ก จังหวัดพัทลุง และองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนุ้ย (ศูนย์เรียนรู้การแปรรูป) อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล นอกจากนี้ ยังเกิดการรวมกลุ่มใช้ประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบศูนย์อบแห้งชุมชน เปิดโอกาสให้เกษตรกรอื่นๆ เข้ามาใช้ระบบได้ เกิดการแบ่งปันทรัพยากรและสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชน ดังเช่นวิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่บ้านธรรมเถียร

ด้วยการออกแบบเครื่องดังกล่าวที่ตอบโจทย์สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานนี้จึงได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 ระดับดีมาก สาขาสังคมวิทยา จากงานวันนักประดิษฐ์ 2569 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นอกจากนี้ คณะทำงานยังมีแผนที่จะขยายผลการใช้งานไปทั่วประเทศ เพื่อ ยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพสม่ำเสมอในทุกฤดูกาล และสร้างความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืน  ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนไทย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่