บ้านปูเปิดเกมโตยาวหลังควบรวม ผสานทุกแพลตฟอร์มและโซลูชันพลังงานรองรับดีมานด์พลังงานโลก

0
1

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ประกาศความพร้อมของบริษัทใหม่หลังควบรวมกับ BPP เดินหน้าขับเคลื่อนบริษัทฯ ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” อย่างเข้มข้น เผยวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ และโอกาสเติบโตที่ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ บ้านปูพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ออกแบบและเชื่อมโยงระบบพลังงานที่พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง ด้วยแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจร (Integrated Energy Platform) ที่ผสานแหล่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน และโซลูชันด้านพลังงานเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญขององค์กร สะท้อนจุดมุ่งหมายของแบรนด์ “ขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกด้วยความรับผิดชอบ” (Expand the world’s energy capacity, responsibly) ผ่านศักยภาพของ 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่ดำเนินงานอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วันนี้บ้านปูกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง ที่มีธุรกิจพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การอยู่ในประเทศที่มีการเติบโตด้านพลังงานและเป็นแกนหลักทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตและการจำหน่ายพลังงาน ไปจนถึงการรองรับธุรกิจไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) ที่ต้องการพลังงานสูง บ้านปูจึงมีความแตกต่างและอยู่ในตำแหน่งทางธุรกิจที่ดี เรามั่นใจว่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงานโลก ธุรกิจและผู้คนที่ต้องการพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ และผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในบริษัทของเราเสมอมา”

บ้านปูยังมุ่งเน้นขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ตามกลยุทธ์ “Energy Symphonics” โดยมีทิศทางและไฮไลท์ที่สำคัญ ดังนี้

  • กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas): ยกระดับแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจรที่เชื่อมโยงธุรกิจก๊าซธรรมชาติสู่การผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 ตั้งเป้าผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 960 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ผลิตได้ 836 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน พร้อมต่อยอดกำลังผลิตไฟฟ้า 1.5 กิกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I&II ในปัจจุบัน สู่การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ Jack County รัฐเท็กซัส บนทำเลศักยภาพมากกว่า 6,000 เอเคอร์ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) มาใช้ โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี 2571 ผ่านการดำเนินงานของ BKV นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) รองรับความต้องการพลังงานของกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers)
  • กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining): ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยธุรกิจแหล่งพลังงานและแร่เชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและ AI สร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานต้นน้ำ โดยบริษัทฯ ยังคงลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) อย่างต่อเนื่อง เช่นการดักจับก๊าซมีเทนจากการดำเนินงานเหมืองใต้ดินกลับมาผลิตไฟฟ้า พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มข้อมูลแบบบูรณาการมาใช้ในเหมืองในอินโดนีเซีย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและส่งเสริมการทำงานบนฐานข้อมูล เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้าแสวงหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจแร่กลยุทธ์ (Strategic Minerals) เช่น นิกเกิล (Nickel) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเติบโตในระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจของบริษัทฯ
  • กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+): ขยายศักยภาพแพลตฟอร์มไฟฟ้าครบวงจรในตลาดสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในระดับสาธารณูปโภคที่เสถียรและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน (Thermal) พลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน พร้อมยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และยั่งยืน โดยบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ CCGT ในสหรัฐฯ และเอเชีย รองรับแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าที่เติบโต เชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและอุตสาหกรรมดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาภายในปี 2572 รวมทั้งหมด 10 โครงการ รวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ โครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบริษัทฯ ในสหรัฐฯ และโครงการวูรีน (Wooreen) ความจุพลังงาน 1,400 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย
  • กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech): ต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งมอบ Net-Zero Solutions แบบครบวงจรและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของลูกค้าทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของ AI นอกจากนี้ ยังเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยี AI ที่มีศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวประกาศทิศทางธุรกิจ บ้านปูยังเปิดตัวตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของแบรนด์ (Brand mascot) “Flamo” ที่สะท้อนบุคลิกของแบรนด์บ้านปูในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และสร้างสรรค์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวแทนในการสื่อสารเรื่องราวของบ้านปูอย่างมีสีสันและสร้างความผูกพันกับผู้คนได้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่