SAFE Fertility Group (SAFE) หนึ่งในผู้นำด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และด้านการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ของประเทศไทย ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาททางธุรกิจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นผู้รักษากลุ่มผู้มีบุตรยากตามธรรมชาติ สู่การเป็นผู้ให้บริการ วางแผนอนาคตและไลฟ์สไตล์ เพื่อรับมือกับความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงต่ำสุดในรอบหลายสิบปีและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เลือกชะลอการมีบุตร โดยตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในภูมิภาค (Regional Fertility Hub)

นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ (ว.14960) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL. เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่หันไปโฟกัสความสุขส่วนตัวและการใช้ชีวิตคู่แบบอิสระ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ไม่อยากมีลูก เพียงแต่วันที่ชีวิต การงาน หรือความพร้อมมาถึง มักจะเลยช่วงวัยที่ร่างกายพร้อมที่สุดไปแล้ว ธุรกิจเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนตาม เพื่อตอบโจทย์ทุกรูปแบบครอบครัวและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เพื่อเปลี่ยนเรื่องการเจริญพันธุ์ให้เป็นเรื่องของการวางแผนชีวิตที่จับต้องได้ SAFE ได้นำเสนอมุมมองใหม่ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of Fertility” ผ่าน 3 มิติสำคัญที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยคนรุ่นใหม่ในแต่ละช่วงจังหวะชีวิต ได้แก่:

- Prepare (การเตรียมพร้อม): การมีลูกในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมารักษา แต่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โดย พญ. กมลรัตน์ มีโอภาสมงคล (ว.41300) สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก
เผยว่า ยอดคนไข้ที่เข้ามาปรึกษากับ SAFE ทั้งชาวไทยและต่างประเทศรวมแล้วกว่า 40,000 ครอบครัว ซึ่งทางคลินิกได้ให้บริการแบบ
Full Patient Journey เริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพและระดับฮอร์โมนที่เปรียบเสมือน ‘แผนที่ชีวิต’ ที่ช่วยให้เข้าใจสภาพร่างกายตนเอง นำไปสู่การปรับสมดุลไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Modification) ทั้งด้านโภชนาการและการนอนหลับพักผ่อน ควบคู่ไปกับการดูแลสภาพจิตใจ ผ่านบริการผู้ดูแลส่วนตัว (Personal Assistant) เพื่อลดความกังวลให้กับผู้รับบริการในทุกขั้นตอน

- Preserve (การเก็บรักษา): ทางเลือกในการซื้อเวลาให้ชีวิตผ่านเทคโนโลยีการแช่แข็งไข่และอสุจิ (Egg & Sperm Freezing) โดย
พญ. เพียงไพลิน วรดิถี (ว.46855) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก ระบุว่า แม้คุณภาพและปริมาณไข่ของผู้หญิงจะลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 35 ปี รวมถึงคุณภาพอสุจิในผู้ชายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัย 40 ปี แต่การแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ไว้ ด้วยการฝากไข่หรือฝากอสุจิตั้งแต่อายุน้อยจะช่วยรักษาโอกาสการมีบุตรในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกสำคัญในการวางแผนอนาคตสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศ (Transgender) ก่อนการแปลงเพศ รวมถึงในกลุ่มผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคที่กระทบต่อระบบสืบพันธุ์ เช่น การทำเคมีบำบัด

- Prevent (การป้องกัน): ในยุคที่หลายครอบครัวเลือกมีลูกน้อยลง แต่ตั้งใจและพิถีพิถันมากขึ้น การดูแลเชิงรุกจึงขยับไปสู่ระดับยีน โดย
นพ. ณัฐรุทธิ์ กุลภาวีสุวรรณ์ (ว.37453) สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก อธิบายว่า กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรองยีนที่เป็นพาหะแฝงจากในพ่อแม่ เพื่อป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย ไม่ว่าจะเป็น โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) ต่อเนื่องไปจนถึงการตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนการฝังตัวในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ และการตรวจความเสี่ยงโครโมโซมของทารกระหว่างตั้งครรภ์ (NIPT) เพื่อให้พ่อแม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้าและสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ


นอกจากนี้ SAFE ยังได้ขยายขอบเขตธุรกิจสู่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ภายใต้ บริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด (NGG Thailand) เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แก่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันการเติบโตในภาพรวมและยกระดับมาตรฐานพันธุศาสตร์ของวงการสาธารณสุขไทย
ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าราว 6,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3.1% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าตามภาวะเศรษฐกิจและการลดลงของกำลังซื้อ แต่การปรับโมเดลธุรกิจของ SAFE ในครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาสใหม่ในการรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างยั่งยืน


