ฉีด ฝังยาคุมและห่วงอนามัยฟรี จองผ่านแอปเป๋าตัง ได้เลยตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2565

0
617

ตั้งแต่อายุ 10-59 ปี สามารถ ฉีด ฝังยาคุมและห่วงอนามัยฟรี ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งได้เปิดให้ตรวจสอบสิทธิพร้อมนัดหมายกับหน่วยบริการใกล้บ้าน โดยเป็นบริการสร้างเสริมสุขภาพของ สปสช. หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ และนัดหมาย ผ่านแอปเป๋าตัง มีดังนี้

โหลดแอปได้ที่นี่ >> IOS / Android

เข้าแอปเป๋าตัง เลือกกระเป๋าสุขภาพ (Health Wallet) กดสมัครใช้งาน กระเป๋าสุขภาพ

 เสร็จแล้วกดตกลง ยินยอม และ ยืนยัน

 กรอกข้อมูลส่วนตัวให้เรียบร้อย กดยืนยัน

เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว เข้าไปที่ กระเป๋าสุขภาพ (Health Wallet) จะขึ้นรูปแบบหน้าแอปแบบนี้ ไปตรงส่วนของ บริการแนะนำ และเลือก สปสช. จะเห็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่เราได้รับ

เลือกสิทธิที่เราต้องการ และกดดูหน่วยงานที่บริการ

เลือกหน่วยบริการที่สะดวก สามารถดูข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งได้ด้วย กดเลือกวันที่และนัดหมายได้เลย

การฉีดยาคุมกำเนิด (Injectable Contraceptive)

เป็นวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราวแบบหนึ่ง โดยจะทำการฉีดตัวยาเข้ากล้ามเนื้อของผู้หญิง หลังจากนั้นฮอร์โมนจะค่อยๆ ออกมา เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ฉีดง่ายไม่ยุ่งยาก ออกฤทธิ์นาน ในปัจจุบันมีให้เลือก 2 แบบคือ แบบออกฤทธิ์ 1 เดือน และแบบออกฤทธิ์ 3 เดือน

หลักการทำงานของตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในสภาพไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นเหนียวส่งผลให้อสุจิผ่านได้ยาก

ยาคุมกำเนิดแบบฉีดมี 2 ชนิดคือ ยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตเจนได้ และยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนรวม

ข้อควรระวังคือไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรทันทีหลังหยุดยา เพราะตัวยาจะไม่ได้หมดประสิทธิภาพทันทีที่หยุดฉีด ในบางคนใช้เวลาหลายเดือนเพื่อรอยาหมดฤทธิ์ จึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้

การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine Device: IUD)

เป็นวิธีคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิงที่ได้รับความนิยม สามารถอยู่ได้ 3-10 ปี โดยห่วงที่ใส่เข้าไปจะไปขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ผลข้างเคียงต่ำ มี 2 แบบคือ แบบห่วงที่เคลือบสารทองแดง และแบบห่วงเคลือบฮอร์โมนโปรเจสติน ทำให้ผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็สามารถใช้ได้ ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว ไม่คลื่นไส้อาเจียนหรือเกิดสิว

ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะจะใช้ห่วงยาคุมกำเนิดคือ ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่เพิ่งหายจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ไม่เกิน 3 เดือน ผู้ที่มีอาการแพ้ทองแดง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ลักษณะของห่วงจะเป็นรูปตัว T ขนาดอยู่ที่ 2-3 เซนติเมตร ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงคุมกำเนิดคือวันสุดท้ายของการมีประจำเดือนหรือวันถัดไป เพื่อลดโอกาสการใส่ห่วงในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่


ยาฝังคุมกำเนิด หรือ การฝังยาคุม (Contraceptive Implant) เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการฝังหลอดบรรจุฮอร์โมนเล็กๆ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ออกฤทธิ์นานโดยออกฤทธิ์ได้นาน 3-5 ปี ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์การตั้งครรภ์ได้ตามกำหนดเวลาที่ฝังยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงมาก โดยมีโอกาสล้มเหลวที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่เกิน 0.05-0.1%

ขั้นตอนในการฝังยาคุมนั้นไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการฝังประมาณ 3-10 นาที โดยฝังแท่งยาใต้ชั้นผิวหนัง บริเวณใต้ท้องแขนด้านใน ในปัจจุบันมีทั้งแบบ 1 แท่ง และ 2 แท่ง โดยควรเริ่มฝังยาภายใน 7 วันแรกของการมีรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ยาฝังคุมกำเนิด

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ หลังจากตัวยาอออกฤทธิ์จะไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ส่งผลให้เชื้ออสุจิเคลื่อนผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกได้ยากขึ้น และยังทำให้โพรงมดลูกบางไม่เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน หากต้องการยุติการคุมกำเนิดหรือเปลี่ยนไปใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น สามารถนำแท่งยาคุมออกเมื่อใดก็ได้ และสามารถมีบุตรได้เมื่อร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ โดยจะมีการตกไข่กลับมาภายใน 3 สัปดาห์

นอกจากนี้ สามารถรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ โดยไม่ต้องหยุดการคุมกำเนิดหรือถอดยาออก

ผู้ทีเหมาะจะฝังยาคุม

  • วัยเจริญพันธุ์
  • ผู้ที่ลืมทานยาคุมบ่อยๆ
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบระยะยาวและมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น เช่น สตรีที่อยู่ในช่วงกำลังให้นมบุตร

ผู้ที่ไม่เหมาะจะฝังยาคุม

  • สงสัยว่าตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • มีเลือดออกง่ายและหยุดยาก
  • ผู้เป็นโรค  ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี โรคตับ
  • ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ผู้ที่กังวลเรื่องประจำเดือนผิดปกติ
  • ผู้ที่สงสัยหรือเป็นมะเร็งเต้านม

ข้อดีในการฝังยาคุม

  • ช่วยลดการปวดประจำเดือน
  • ลดการเกิดซีด
  • มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตั้งครรภ์
  • ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก

ผลข้างเคียงที่อาจพบหากคุมกำเนิดด้วยวิธียาฝังคุมกำเนิด

  • มีเลือดประจำเดือนมาผิดปกติโดยเฉพาะช่วงแรก แต่ต่อมาประจำเดือนจะค่อยๆ น้อยลงและจะหายไปโดยไม่มีอีกเลยตลอดช่วงที่ฝังยา
  • บางรายอาจมีประจำเดือนมาบ่อยและมานานขึ้น (พบได้น้อยมาก)
  • ปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือนบ้างในช่วง 2-3 เดือนแรก
  • ในระยะแรกอาจมีอาการปวดแขนบริเวณที่ฝังแท่งยาคุมกำเนิด
  • บริเวณที่ฝังแท่งยาอาจเกิดการอักเสบ หรือมีรอยแผลเป็นได้
  • อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า
  • มีอาการปวดหรือเจ็บเต้านม
  • เวียนศีรษะ
  • บางรายอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่ม
  • เกิดฝ้า สิว
  • ช่องคลอดอักเสบและแห้ง
  • อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
  • หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น จะมีโอกาสการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มากกว่าปกติ

*ข้อควรระวัง เมื่อใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะบางประเภท จะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง

(ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม โรคตับที่รุนแรง และโรคหลอดเลือดดำอุดตัน)

อ้างอิงข้อมูลจาก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

five × three =